วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สมัน



              สมัน


ลักษณะทั่วไป
สมัน เป็นสัตว์จำพวกกวางที่มีกีบเท้าเป็นคู่ เท้าแต่ละข้างมีนิ้วเท้าเจริญดี 2 นิ้ว พัฒนารูปร่างเป็นกีบนิ้วเท้าแข็งขนาดใหญ่เท่า ๆ กัน 2 กีบ กระเพาะอาหารพัฒนาให้มี 4 ตอน รวมทั้งกระเพาะพักเพื่อย่อยอาหารจำพวกพืชโดยเฉพาะ มีต่อมน้ำตาเป็นแอ่งที่หัวตา ไม่มีถุงน้ำดี และที่สำคัญคือ มีเขาบนหัวที่เรียกว่า เขากวาง เฉพาะในตัวผู้ ลักษณะของเขาสวยงามมาก มีชื่ออีกอย่างว่า กวางเขาสุ่ม
ลักษณะนิสัย
ปกติ แล้วสมันชอบอาศัยอยู่ตามป่าทุ่ง ตามที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ ไม่ชอบอยู่ตามป่ารกทึบหรือป่าโคก อย่างกวางป่าหรือละมั่ง เนื่องจากเกะกะเขาบนหัว ซึ่งมีกิ่งรับหมายาวและทำมุมแหลมกับใบหน้า และกิ่งก้านเขาซึ่งบานเป็นสุ่ม ทำให้สมันไม่สามารถมุดลอดได้ เพราะกิ่งก้านเขาจะได้ขัดหรือเกี่ยวพันกับกิ่งไม้หรือเถาวัลย์ได้ มักอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงครอบครัวเล็ก ๆ ประกอบด้วยตัวผู้ 1 ตัว และตัวเมียและลูก 2-3 ตัว ออกหากินหญ้าตามท้องทุ่งโล่งใกล้แม่น้ำน้ำในช่วงเย็นค่ำจนถึงเช้า ตอนกลางวันมักหลบแดดและซ่อนตัวอยู่ตามป่าละเมาะหรือพงหญ้าสูง ๆ และมักอาศัยร่วมถิ่นปะปนกับเนื้อทรายได้เสมอ ๆ
ถิ่นอาศัย
แหล่ง ที่อาศัยของสมันเคยมีอยู่เฉพาะ ในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ภาคกลางของประเทศไทย มีศูนย์กลางการกระจายพันธุ์อยู่ในแถบกรุงเทพและหัวเมืองโดยรอบ ขอบเขตการกระจายพันธุ์มีตั้งแต่จังหวัดสมุทรปราการ ขึ้นเหนือไปถึงจังหวัดสุโขทัย ด้านตะวันออกไปถึงจังหวัดนครนายก และฉะเชิงเทรา ด้านตะวันตกกระจายไปถึงจังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี นอกจากนี้ยังมีนักวิทยาศาสตร์บางท่านสันนิษฐานว่า สมันน่าจะเคยมีในประเทศลาวและภาคใต้ของจีนด้วย แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันที่เชื่อถือได้จึงกล่าวได้ว่า สมันเป็นสัตว์พื้นเมืองเฉพาะถิ่นของประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก

อาหาร
หญ้า โดยเฉพาะหญ้าอ่อน ผลไม้ ยอดไม้ และใบไม้หลายชนิด

สถานภาพปัจจุบัน
สมัน ได้สูญพันธุ์ไปจากโลกและจากประเทศไทยเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว เนื่องจากแหล่งที่อยู่อาศัยได้ถูกเปลี่ยนเป็นนาข้าวเกือบทั้งหมด และสมันที่เหลืออยู่ตามที่ห่างไกลจะถูกล่าอย่างหนักในฤดูน้ำหลากท่วมท้อง ทุ่ง ในเวลานั้นสมันจะหนีน้ำขึ้นไปอยู่รวมกันบนที่ดอนทำให้พวกพรานล้อมไล่ฆ่า อย่างง่ายดาย สมันจัดเป็นสัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิด ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมซาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาของสมันไม่ให้มีการส่งออกนอกราชอาณาจักร




เลียงผา


        
                    เลียงผา
ลักษณะทั่วไป
เลียงผาเป็นสัตว์กีบคู่ (Artiodactyla) ในวงศ์มหิงสา (Bovidae) เช่นเดียวกับวัว ควาย แพะ แกะ อยู่ในวงศ์ย่อยแพะแกะ (Caprinae) เลียงผาเป็นสัตว์โบราณที่สุดของวงศ์ย่อยแพะแกะ (Geist, 1985) จึงมีปัญหาในการจำแนกว่าจะอยู่ในสกุลใดระหว่าง Capricornis และ Nemaorhaeaedus ดังนั้นจึงพบว่าเลียงผามีชื่อวิทยาศาสตร์ทั้ง Capricornis sumatraensis ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ใช้ชื่อวิทยศาสตร์ Capricornis sumatraensis

โดยชื่อสกุลเกิดจากการนำคำลาตินและกรีก 2 คำมารวมกันคือคำว่า Capri มาจากคำภาษาลาติน Caprea แปลว่า แพะ (Giats) ส่วนคำว่า Cornis เป็นภาษากรีก แปลว่าเขา (Horn) ดังนั้น คำว่า Capricornis จึงแปลว่า สัตว์ที่มีเขาอย่างแพะส่วนชื่อชนิดเกิดจากการนำคำลาติน 2 คำมารวมกันคือคำว่า Sumatra และ ensis คำว่า Sumatra หมายถึง เกาะสุมาตราของประเทศอินโดนีเซีย ส่วนคำว่า ensis หมายถึงสถานที่ (Locality) ดังนั้นชื่อวิทยาศาสตร์ของเลียงผาคือ Capricornis sumatraensis จึงหมายถึง สัตว์มีเขาอย่างแพะแห่งเกาะสุมาตราสำหรับชื่อวิทยาศาสตร์อีกชื่อหนึ่งคือ Nemaorhaeaedus sumatraensis มีความหมายว่าแพะหนุ่มแห่งพงไพรของเกาะสุมาตราเนื่องจากคำว่า Nemor มาจากคำว่า Nemoris ในภาษาลาติน แปลว่า ป่า (Grave, Forest) และ Haedus มาจากภาษาลาตินแปลว่าแพะหนุ่ม (Young Goats) เลียงผามีชื่อสามัญว่า Serow มาจากคำว่า Saro ในภาษาของชาว Lepcha ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เล็ก ๆ อาศัยอยู่ในสิกขิม
เลียงผาเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายแพะแต่มีรูปหน้ายาวหว่า มีลำตัวสั้นแต่ขอยาว (วิชาญและสวัสดิ์,2539) ตัวเมียเล็กกว่าตัวผู้ มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย เขางอกยาวต่อเนื่องทุกปี อาจยาวสุดเพียง 32 เซนติเมตร เส้นรอบวงโคนเขาประมาณ 15 เซนติเมตร ลักษณะของกะโหลกเมื่อเปรียบเทียบกับกวางผาที่มีกะโหลกโค้งเว้าแล้ว เลียงผามีกะโหลกแบน ขนตามลำตัวมีสีดำ แต่เมื่ออายุมากขึ้นจะมีสีขาวแซม ขนขามีทั้งที่เป็นสีดำและสีแดงขึ้นอยู่กับสภาพถิ่นที่อยู่อาศัย เลียงผาที่อยู่ใต้คอคอดกระจะมีขนขาสีดำ ในขณะที่เลียงผาที่อยู่เหนือคอคอดกระจะมีขนสีแดง (สืบ, 2531) เลียงผามีขนที่ปากและใต้คาง สีขาว มีขนแผงคอที่ยาวและแข็งพาดผ่านจากหัวไปถึงโคนหาง แต่จะเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่หัวถึงกลางหลัง มีต่อมกลิ่นใต้ดวงตา ใช้ถูตามก้อนหินหรือโคนต้นไม้เพื่อการหมายอาณาเขตครอบครอง
การแพร่กระจาย
              
        ลียงผามีการแพร่กระจายตั้งแต่ตอนเหนือของอินเดีย บังคลาเทศ พม่า ไทย จีนตอนใต้ ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย (Lekagul and McNeely, 1977) ในประเทศไทยประชากรกระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ ตามป่าตั้งแต่เหนือจรดใต้และตะวันออกจรดตะวันตก โดยเฉพาะตามเทือกเขาตะนาวศรี เทือกเขาถนนธงชัย เทือกเขาเพชรบูรณ์และภูเขาทั่วไปในบริเวณภาคใต้รวมทั้งบนเกาะในทะเลที่อยู่ ไม่ห่างจากแผ่นดินใหญ่มากนัก ในประเทศไทยมี 2 สายพันธุ์ย่อย คือ C. s. maritimus พบเหนือคอคอดกระขึ้นไป และ C. s. sumatraensis พบตั้งแต่ใต้คอคอดกระลงไปจนถึงประเทศอินโดนีเซีย นอกจากนี้ เลียงผายังมีชนิดย่อยอีก 3 สายพันธุ์ย่อยคือ C. s. tahr พบในพื้นที่ตอนบนของอินเดีย สายพันธุ์ย่อย C. s. rubidus mพบในบังคลาเทศ และสายพันธุ์ย่อย C. s. milneedwardsi พบในจีนตอนใต้ (สืบ, 2531) สายพันธุ์ย่อยนี้อาจพยได้ทางตอนบนสุดของประเทศ
สถานภาพ
       จากการประเมินประชากรของเลียงผาในประเทศ ปัจจุบันมีประชากรในธรรมชาติประมาณ 1,000-1,500 ตัว จากการจัดสถานภาพโดย IUCN (2004) เลียงผามีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) และจากการคุ้มครองโดยอนุสัญญา CITES (2005) เลียงผาถูกจัดอยู่ในบัญชี 1 (Appendix l)

นกกระเรียน



     นกกระเรียน Grus antigone
ลักษณะ : เป็นนกขนาดใหญ่เมื่อยืนมีขนาดสูงราว 150 เซนติเมตร ส่วนหัวและคอไม่มีขนปกคลุม มีลักษณะเป็นปุ่มหยาบสีแดงยกเว้นบริเวณกระหม่อมสีเขียวอมเทา ในฤดูผสมพันธุ์มีสีแดงส้มสดขึ้นกว่าเดิม ขนลำตัวสีเทาจนถึงสีเทาแกมฟ้า มีกระจุกขนสีขาวห้อยคลุมส่วนหาง จะงอยปากสีออกเขียว แข้งและเท้าสีแดงหรือสีชมพูอมฟ้า นกอายุน้อยมีขนสีน้ำตาลทั่วตัว บนส่วนหัวและลำคอมีขนสีน้ำตาลเหลืองปกคลุม ในประเทศไทยเป็นนกกระเรียนชนิดย่อย Sharpii ซึ่งไม่มีวงแหวนสีขาวรอบลำคอ
อุปนิสัย : ออกหากินเป็นคู่และเป็นกลุ่มครอบครัว กินพวกสัตว์ เช่น แมลง สัตว์เลื้อยคลาน กบ เขียด หอย ปลา กุ้งและพวกพืช เมล็ดข้าวและยอดหญ้าอ่อน ทำรังวางไข่ในฤดูฝนราวเดือนมิถุนายน ปกติวางไข่จำนวน 2 ฟอง พ่อแม่นกจะเลี้ยงดูลูกอีกเป็นเวลาอย่างน้อย 10 เดือน
ที่อยู่อาศัย : ชอบอาศัยตามทุ่งหญ้าที่ชื้นแฉะ และหนองบึงที่ใกล้ป่า
เขตแพร่กระจาย : นกกระเรียนชนิดย่อยนี้มีเขตแพร่กระจายจากแคว้นอัสสัมในประเทศอินเดีย ประเทศพม่า ไทย ตอนใต้ลาว กัมพูชา เวียดนามตอนใต้ ถึงเมืองลูซุนประเทศฟิลิปปินส์ บางครั้งพลัดหลงไปถึงประเทศมาเลเซีย และยังมีประชากรอีกกลุ่มหนึ่ในรัฐควีนแลนด์ประเทศออสเตรเลีย
สถานภาพ : นกกระเรียนเคยพบอยู่ทั่วประเทศ ครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.2507 พบ 4 ตัว ที่วัดไผ่ล้อม จังหวัดปทุมธานี จากนั้นมีรายงานที่ไม่ยืนยันว่าพบนกกระเรียน 4 ตัว ลงหากินในทุ่งนาอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อเดือนมกราคม
พ.ศ.2528
สาเหตุของการใก้จะสูญพันธุ์ : นกกระเรียนจะจับคู่กันอยู่ชั่วชีวิต มีความผูกพันธ์กับคู่สูงมาก เมื่อคู่ของมันถูกยิงเสียชวิตหรือบาดเจ็บ นกตัวที่เหลือจะไม่ยอมไป จนมันถูกยิงเสียชีวิตไปด้วย การทำลายแหล่งหากินและทำรังวางไข่โดยการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นนา ข้าวในหลายบริเวณ รวมทั้งการล่านกเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้นกกระเรียนหมดสิ้นไปจากประเทศไทย นอกจากนี้นกกระเรียนเป็นนกที่ขยายพันธุ์ได้น้อย ต้องใช้เวลาเกือบ 3 ปี ในการเจริญพันธุ์ โอกาศที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นตามธรรมชาติจึงมีน้อยมาก