วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
เลียงผา
|
เลียงผา
ลักษณะทั่วไป
เลียงผาเป็นสัตว์กีบคู่ (Artiodactyla) ในวงศ์มหิงสา (Bovidae) เช่นเดียวกับวัว ควาย แพะ แกะ อยู่ในวงศ์ย่อยแพะแกะ (Caprinae) เลียงผาเป็นสัตว์โบราณที่สุดของวงศ์ย่อยแพะแกะ (Geist, 1985) จึงมีปัญหาในการจำแนกว่าจะอยู่ในสกุลใดระหว่าง Capricornis และ Nemaorhaeaedus ดังนั้นจึงพบว่าเลียงผามีชื่อวิทยาศาสตร์ทั้ง
Capricornis sumatraensis ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
พ.ศ. 2535 ใช้ชื่อวิทยศาสตร์ Capricornis
sumatraensis
|
โดยชื่อสกุลเกิดจากการนำคำลาตินและกรีก
2 คำมารวมกันคือคำว่า Capri มาจากคำภาษาลาติน Caprea แปลว่า แพะ (Giats) ส่วนคำว่า Cornis เป็นภาษากรีก แปลว่าเขา (Horn)
ดังนั้น คำว่า Capricornis จึงแปลว่า สัตว์ที่มีเขาอย่างแพะส่วนชื่อชนิดเกิดจากการนำคำลาติน
2 คำมารวมกันคือคำว่า Sumatra และ ensis
คำว่า Sumatra หมายถึง เกาะสุมาตราของประเทศอินโดนีเซีย
ส่วนคำว่า ensis หมายถึงสถานที่ (Locality) ดังนั้นชื่อวิทยาศาสตร์ของเลียงผาคือ Capricornis sumatraensis จึงหมายถึง สัตว์มีเขาอย่างแพะแห่งเกาะสุมาตราสำหรับชื่อวิทยาศาสตร์อีกชื่อหนึ่งคือ
Nemaorhaeaedus sumatraensis มีความหมายว่าแพะหนุ่มแห่งพงไพรของเกาะสุมาตราเนื่องจากคำว่า
Nemor มาจากคำว่า Nemoris ในภาษาลาติน
แปลว่า ป่า (Grave, Forest) และ Haedus มาจากภาษาลาตินแปลว่าแพะหนุ่ม (Young Goats) เลียงผามีชื่อสามัญว่า
Serow มาจากคำว่า Saro ในภาษาของชาว Lepcha
ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เล็ก ๆ อาศัยอยู่ในสิกขิม
เลียงผาเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายแพะแต่มีรูปหน้ายาวหว่า
มีลำตัวสั้นแต่ขอยาว (วิชาญและสวัสดิ์,2539)
ตัวเมียเล็กกว่าตัวผู้ มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย
เขางอกยาวต่อเนื่องทุกปี อาจยาวสุดเพียง 32 เซนติเมตร
เส้นรอบวงโคนเขาประมาณ 15 เซนติเมตร ลักษณะของกะโหลกเมื่อเปรียบเทียบกับกวางผาที่มีกะโหลกโค้งเว้าแล้ว
เลียงผามีกะโหลกแบน ขนตามลำตัวมีสีดำ แต่เมื่ออายุมากขึ้นจะมีสีขาวแซม ขนขามีทั้งที่เป็นสีดำและสีแดงขึ้นอยู่กับสภาพถิ่นที่อยู่อาศัย
เลียงผาที่อยู่ใต้คอคอดกระจะมีขนขาสีดำ ในขณะที่เลียงผาที่อยู่เหนือคอคอดกระจะมีขนสีแดง
(สืบ, 2531) เลียงผามีขนที่ปากและใต้คาง สีขาว มีขนแผงคอที่ยาวและแข็งพาดผ่านจากหัวไปถึงโคนหาง
แต่จะเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่หัวถึงกลางหลัง มีต่อมกลิ่นใต้ดวงตา ใช้ถูตามก้อนหินหรือโคนต้นไม้เพื่อการหมายอาณาเขตครอบครอง
การแพร่กระจาย
เลียงผามีการแพร่กระจายตั้งแต่ตอนเหนือของอินเดีย บังคลาเทศ พม่า
ไทย จีนตอนใต้ ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย (Lekagul and
McNeely, 1977) ในประเทศไทยประชากรกระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ ตามป่าตั้งแต่เหนือจรดใต้และตะวันออกจรดตะวันตก
โดยเฉพาะตามเทือกเขาตะนาวศรี เทือกเขาถนนธงชัย เทือกเขาเพชรบูรณ์และภูเขาทั่วไปในบริเวณภาคใต้รวมทั้งบนเกาะในทะเลที่อยู่
ไม่ห่างจากแผ่นดินใหญ่มากนัก ในประเทศไทยมี 2 สายพันธุ์ย่อย
คือ C. s. maritimus พบเหนือคอคอดกระขึ้นไป และ C. s.
sumatraensis พบตั้งแต่ใต้คอคอดกระลงไปจนถึงประเทศอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ เลียงผายังมีชนิดย่อยอีก 3 สายพันธุ์ย่อยคือ C.
s. tahr พบในพื้นที่ตอนบนของอินเดีย สายพันธุ์ย่อย C. s.
rubidus mพบในบังคลาเทศ และสายพันธุ์ย่อย C. s.
milneedwardsi พบในจีนตอนใต้ (สืบ, 2531) สายพันธุ์ย่อยนี้อาจพยได้ทางตอนบนสุดของประเทศ
สถานภาพ
จากการประเมินประชากรของเลียงผาในประเทศ ปัจจุบันมีประชากรในธรรมชาติประมาณ
1,000-1,500 ตัว จากการจัดสถานภาพโดย IUCN (2004) เลียงผามีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) และจากการคุ้มครองโดยอนุสัญญา
CITES (2005) เลียงผาถูกจัดอยู่ในบัญชี 1 (Appendix
l)
นกกระเรียน
นกกระเรียน Grus antigone
ลักษณะ : เป็นนกขนาดใหญ่เมื่อยืนมีขนาดสูงราว 150 เซนติเมตร ส่วนหัวและคอไม่มีขนปกคลุม มีลักษณะเป็นปุ่มหยาบสีแดงยกเว้นบริเวณกระหม่อมสีเขียวอมเทา
ในฤดูผสมพันธุ์มีสีแดงส้มสดขึ้นกว่าเดิม ขนลำตัวสีเทาจนถึงสีเทาแกมฟ้า มีกระจุกขนสีขาวห้อยคลุมส่วนหาง
จะงอยปากสีออกเขียว แข้งและเท้าสีแดงหรือสีชมพูอมฟ้า
นกอายุน้อยมีขนสีน้ำตาลทั่วตัว บนส่วนหัวและลำคอมีขนสีน้ำตาลเหลืองปกคลุม ในประเทศไทยเป็นนกกระเรียนชนิดย่อย
Sharpii ซึ่งไม่มีวงแหวนสีขาวรอบลำคอ
อุปนิสัย : ออกหากินเป็นคู่และเป็นกลุ่มครอบครัว กินพวกสัตว์ เช่น แมลง
สัตว์เลื้อยคลาน กบ เขียด หอย ปลา กุ้งและพวกพืช เมล็ดข้าวและยอดหญ้าอ่อน
ทำรังวางไข่ในฤดูฝนราวเดือนมิถุนายน ปกติวางไข่จำนวน 2 ฟอง
พ่อแม่นกจะเลี้ยงดูลูกอีกเป็นเวลาอย่างน้อย 10 เดือน
ที่อยู่อาศัย : ชอบอาศัยตามทุ่งหญ้าที่ชื้นแฉะ และหนองบึงที่ใกล้ป่า
เขตแพร่กระจาย : นกกระเรียนชนิดย่อยนี้มีเขตแพร่กระจายจากแคว้นอัสสัมในประเทศอินเดีย
ประเทศพม่า ไทย ตอนใต้ลาว กัมพูชา เวียดนามตอนใต้ ถึงเมืองลูซุนประเทศฟิลิปปินส์
บางครั้งพลัดหลงไปถึงประเทศมาเลเซีย และยังมีประชากรอีกกลุ่มหนึ่ในรัฐควีนแลนด์ประเทศออสเตรเลีย
สถานภาพ : นกกระเรียนเคยพบอยู่ทั่วประเทศ ครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.2507 พบ 4 ตัว
ที่วัดไผ่ล้อม จังหวัดปทุมธานี จากนั้นมีรายงานที่ไม่ยืนยันว่าพบนกกระเรียน 4
ตัว ลงหากินในทุ่งนาอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อเดือนมกราคม
พ.ศ.2528
สาเหตุของการใก้จะสูญพันธุ์ : นกกระเรียนจะจับคู่กันอยู่ชั่วชีวิต มีความผูกพันธ์กับคู่สูงมาก
เมื่อคู่ของมันถูกยิงเสียชวิตหรือบาดเจ็บ นกตัวที่เหลือจะไม่ยอมไป
จนมันถูกยิงเสียชีวิตไปด้วย การทำลายแหล่งหากินและทำรังวางไข่โดยการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นนา
ข้าวในหลายบริเวณ รวมทั้งการล่านกเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้นกกระเรียนหมดสิ้นไปจากประเทศไทย
นอกจากนี้นกกระเรียนเป็นนกที่ขยายพันธุ์ได้น้อย ต้องใช้เวลาเกือบ 3 ปี ในการเจริญพันธุ์ โอกาศที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นตามธรรมชาติจึงมีน้อยมาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


